วันเสาร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2560

ตารางการฝึกอบรมหลักสูตร การใช้จุลินทรีย์เพื่อการเกษตร



ตารางการฝึกอบรมหลักสูตร การใช้จุลินทรีย์เพื่อการเกษตร
ฝึกอบรมฟรีผ่านระบบไลน์ เวลา 18.00 น.-20.00 น.



19/9/60   : รู้จักโลกของจุลินทรีย์                                                              จุลินทรีย์ช่วยการย่อยสลาย    การทำน้ำหมักรำข้าว                                          การทำปุ๋ยอินทรีย์จากจุลินทรีย์

20/9/60   :  รู้จักและใช้จุลินทรีย์ปราบแมลงศัตรูพืช                                        การผลิตขยายเชื้อบิวเวอเรีย เพื่อกำจัดแมลงปากดูด ตระกูลเพลี้ยต่างๆ                  การใช้เชื้อเมตาไรเซียม ในการกำจัดแมลงปากกัด ตระกูล ด้วง หมัด                                                                                                   การใช้จุลินทรีย์ บีที ในการกำจัดหนอนชนิดต่างๆ 

21/9/60   :  รู้จักและใช้จุลินทรีย์ปราบโรคพืช                                               การใช้เชื้อไตรโคเดอร์มา และบาซิลัส ในการกำจัดโรคพืช                                  สอบถามปัญหา สรุปการฝึกอบรม

รับสมัครเพียงหลักสุตรละ 30 คนเท่านั้น                                                       ต้องการสมัครเข้ารับการฝึกอบรม สมัครผ่านไลน์  ID ; aoacthai   หรือ โทร 0860596790

วันอังคารที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560

สูตรการทำน้ำหมักรำข้าวขยายรากพืช (สูตรกลิ่นหอมรำข้าว)


เรามาเปลี่ยนรำข้าวสิ่งใกล้ตัวให้มาเป็นปุ๋ยขยายรากพืชชั้นยอดกันเถอะเป็นหลักการง่าย ๆ ที่ทุกคนทำได้ นำหลักวิชาการที่เคยเรียนรู้มามากมายมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง หลายคนคงจะทราบแล้ว รำข้าวละเอียด(รำอ่อน) มีวิตามินบี1สูง สมัยก่อน คนโบราณรับประทานข้าวซ้อมมือเพื่อป้องกันโรคเหน็บชา แต่จริง ๆ แล้ว วิตามินบี1 มีประโยชน์มากมาย วิตามินบี 1 หรือ Thiamine เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต มีหน้าที่สำคัญ คือ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเผาผลาญอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ทำให้เกิดพลังงานเพื่อให้ร่างกายสามารถทำงานได้ นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญของระบบประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านนำกระแสความรู้สึกของเส้นประสาท
 สำหรับพืช วิตามินบี1 (Thiamine)ช่วยฟื้นฟู บำรุงระบบรากพืชให้แข็งแรง และยังช่วยในการแตกราก และเจริญเติบโตของราก เมื่อพืชได้รับวิตามินบี1 จะทำให้พืชสดชื่น พร้อมที่จะเจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายต้นกล้าพืช การให้ วิตามินบี1แก่ต้นกล้าที่ย้ายปลูกลงแปลงจะทำให้ต้นกล้าไม่เหี่ยวเฉาและทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ดี

น้ำหมักรำข้าวนอกจากจะมีวิตามินบี1ช่วยขยายรากพืชแล้ว จุลินทรีย์(ไวท์อีเอ็ม) ที่เจริญได้ดีในน้ำหมักรำข้าวจะทนความร้อน ช่วยปรับปรุงดิน ช่วยทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย ช่วยย่อยสลายสารตกค้างในดิน รวมไปถึงช่วยย่อยสลายมูลสัตว์หรือปุ๋ยต่างๆ ที่เราใส่ลงไปให้เป็นประโยชน์กับ ระะบบการทำงานของรากพืช
รู้อย่างนี้แล้วเรามาสกัดวิตามินบี1ใช้แก้ปัญหาระบบรากพืชกันเถอะ
วิธีการง่ายๆ (ไม่ทำไม่รู้) ดังนี้
1.เตรียมน้ำ 200 ลิตร ใส่ถังเกือบเต็ม

2. นำรำข้าวละเอียด(รำอ่อน)  1-2 กก. เทลงไปในน้ำ 200 ลิตรแล้วคนให้เข้ากัน

3.เต็มหัวเชื้อจุลินทรีย์สำหรับย่อยสลายเชลลูโลส ในการย่อยสลาย ในที่นี้ใช้ จุลินทรีย์ย่อยสลายเซลลูโลสของชมรมเกษตรอินทรีย์ก้าวหน้า(ไวท์อีเอ็ม) จำนวน 1 ลิตรใส่หัวเชื้อเยอะเพื่อให้ย่อยสลายเร็ว)

4.เติมน้ำตาลมะพร้าว 1-2 ก้อน (1-2 กก.) มีขายตามห้างแมคโคร แผนกเครื่องเทศ หรือ ให้ใช้น้ำตาลทรายแดงแทน  1-2  กก. (น้ำตาลมะพร้าว จะดีกว่าน้ำตาลทรายแดง) 

5.ปิดฝาธรรมดาไม่ต้องล็อกหมักทิ้งไว้ 15 วัน คนเพื่อเติมอากาศทุก 2-3 วัน


6. เมื่อหมักครบ 15 วันก็สามารถนำไปใช้ได้เลย

หมายเหตุปรับปรุงสูตรใหม่เพื่อลดกลิ่นในการหมัก ทำให้มีความสุขในการทำเกษตรอินทรีย์

วิธีการใช้ 
1.ใช้อัตราเข้มข้นราดดินแล้วรดน้ำให้ชุ่มตามบริเวณโคนต้นพืชเพื่อขยายรากพืช อัตรา1-5 ลิตรตามขนาดของพืช ต้นโตก็ใช้มาก ต้นเล็กก็ใช้น้อย จากนั้นให้รดน้ำตาม ตามปกติ น้ำหมักจากรำข้าวพร้อมด้วยจุลินทรีย์ย่อยสลายก็จะเข้าไปทำหน้าช่วยกันขยายรากพืช  จุลินทรีย์ย่อยสลายจะทำให้ดินร่วน ซุย เพิ่มออกซิเจนให้กับกับดิน ลดความเป็นกรด-ด่าง ให้กับดิน  ส่วนวิตามินบี1.ก็จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง แข็งแกร่งให้กับระบบรากของพืช  ทำให้รากของพืชกระจายตัวได้ดี เมื่อรากพืชกระจายได้ดีก็สามารถดูดน้ำดูดอาหารให้กับตันพืช ต้นพืชก็จะแข็งแรง   โรคต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดกับต้นพืช

2.ใช้อัตราเข็มข้นราดลงถุงเพาะชำกล้าไม้ 250 ซีซี.แล้วรดน้ำตามให้ชุ่ม

3. อัตรา 100-200 ซีซี.ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้พืชผัก จะทำให้ พืชผักเจริญเติบโตดี

หมายเหตุ : พื้นฐานของการปลูกพืช คือ ระบบราก  ถ้าระบบรากพืชดี ทุกอย่างก็ออกมาดี เพราะรากเป็นตัวดูดน้ำ ดูดอาหาร ถ้ารากดูดน้ำดูดอาหารได้ดี ต้นพืชก็แข็งแรง เมื่อต้นพืชแข็งพืชก็ไม่เป็นโรค เมื่อพืชไม่เป็นโรคก็สามารถให้ผลผลิตได้สูงตามที่เราต้องการ  นอกจากนี้รากพืชที่แข็งแรงยังเป็นตัวยึดเกาะกับดินทำให้ต้นพืชยืนต้นได้ดี ไม่ล้ม ไม่ต้องค้ำยัน  ถ้าแก้ปัญหาพืช ให้แก้ที่ระบบราก
น้ำหมักรำข้าวสามารถแก้ปัญหาระบบรากพืชได้เกือบทุกชนิดพืช  ไม่ว่าจะเป็นมะละกอ กล้วย มะนาว ส้ม พืชผัก  ไม้ยืนต้น ไม้เลื้อย ชนิดต่าง ๆ พริกที่เป็นปัญหาโรคต่าง ๆ
น้ำหมักรำข้าวเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของพืชที่ต้นเหตุ




ข้อมูลจำเพาะไวท์อีเอ็ม


ไวท์อีเอ็มเป็นอีเอ็ม สีขาว ประกอบด้วยจุลินทรีย์ย่อยสลายหลายสายพันธุ์ เช่นจุลินทรีย์ที่มีเส้นใย ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการย่อยสลาย สามารถทำงานได้ดีในสภาวะที่มีออกซิเจน กลุ่มจุลินทรีย์พวกสังเคราะห์แสง ทำหน้าที่สังเคราะห์สารอินทรีย์ต่างๆให้กับดิน เช่น ไนโตรเจน กรดอมิโนต่างๆ กลุ่มจุลินทรีย์ย่อยสลายทำลายสารพิษ ช่วยลดพิษให้กับดิน ทำลายสารเคมีตกค้างในดิน ไวท์อีเอ็มใช้เป็นหัวเชื้อการหมักปุ๋ย ทำน้ำหมักชีวภาพ

ไวท์อีเอ็มเป็นกลุ่มจุลินทรีย์คัดเลือกพิเศษจากธรรมชาติ จัดจำหน่ายโดยชมรมเกษตรอินทรีย์ก้าวหน้า ไม่มีวางขายตามท้องตลาดทั่วไป  ไวท์อีเอ็มเป็นจุลินทรีย์ ที่ทนความร้อน มีประสิทธิภาพสูงการย่อยสลายและสกัด สารอาหารต่าง ๆ จากพืชเช่น แยกวิตามินบี1 ออกจากรำข้าว แยกธาตุไนโตรเจนออกจากพืชสีเขียว   แยกธาตุโปแตสเซียม ออกจากแร่หรือหินในดิน เป็นต้น ไวท์อีเอ็ม 1 ลิตรสามารถทำปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักได้ 200 ลิตร

ราคาไวท์อีเอ็ม ขนาด 1 ลิตร 300 บาท  ช่วงโปรโมชั่น ซื้อ 2 ลิตรแถมฟรี 1 ลิตร
สนใจสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ โทร 086-059-6790   ID line : aoacthai 
E-mail: pranpha@gmail.com

หมายเลขบัญชีการชำระค่าสินค้า 123-2-45945-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขาลำนารายณ์
ชื่อบัญชี นายประยงค์ แก้วหมุน ประเภท ออมทรัพย์



การจัดส่งสินค้า จัดส่งผ่านไปรษณีย์ Ems และขนส่งด่วนเคอรี่เอ็กซ์เพรสทั่วประเทศ                                ใช้ระยะเวลา 1-3 วัน


วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับต้นกล้า

เรามาสร้างภูมิกันโรคให้กับต้นกล้า แบบญี่ปุ่นกันเถอะ



“ต้นไม้ผมเป็นโรคอะไรครับอาจารย์” อ๋อเป็นโรครากเน่าโคนเน่าครับ เป็นโรคราใบจุด แอนแทรกโนสครับ แล้วรักษาอย่างไรล่ะครับอาจารย์ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผมเป็นที่ปรึกษาเกษตรกร คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ผมได้ยินและคอยตอบปัญหาอยู่เสมอ 

เกษตรกรในประเทศไทยเน้นการรักษาโรคโดยการแก้ปัญหาทีปลายเหตุ ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการทำการเกษตรสูงมาก ติดหนึ่งใน 5 ของโลกเลยทีเดียว

ปี 2544 ผมได้รู้จักกับชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่ง ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการเกษตร ท่านได้มาเที่ยวเมืองไทยและได้รู้จักกับผมโดยบังเอิญ ท่านได้ให้ความกรุณาเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับการทำการเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกาะฮ็อกไกโด

ท่านบอกว่าเมื่อก่อนประเทศญี่ปุ่นการทำการเกษตรก็ล้มลุกคลุกคลานเหมือนกับในประเทศไทยการทำการเกษตรแบบเน้นการรักษาโรค แต่ปัจจุบันการเกษตรญี่ปุ่นได้พัฒนาแบบก้าวกระโดดข้ามขั้นไปแล้ว นั่นคือ การการทำเกษตรแบบเน้น การป้องกันโรคพืชแทนการรักษ

ญี่ปุ่นเน้นการเพาะต้นกล้าก่อนปลูกลงแปลง แล้วสร้างภูมิคุ้มกัน
โรคให้กับต้นพืช ตั้งแต่เป็นเป็นต้นกล้าอยู่ในโรงเรือน หรือที่เรียกกันติดปากว่า Beginning Resistant (การสร้างภูมคุ้มกันโรคพืชตั้งแต่ในโรงเรือน)

การสร้างภูมิกันให้กับต้นพืชตั้งแต่ในโรงเรือนจะทำให้ต้นกล้าแข็งแรง ไม่เป็นโรคง่ายเมื่อปลูกลงสู่แปลงปลูกจริง ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายการปลูกพืชได้อย่างมากมาย การสร้างภูมิคุ้มกันเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการแช่เมล็ดพันธุ์ก่อนเพาะต้นกล้า ไปจนถึง การฉีดพ่นสารที่เพิ่มการเจริญเติบโตและการฉีดพ่นสารสร้างภูมิคุ้มกันให้ต้นพืช

นักวิทยาศาสตร์ด้านการเกษตรชาวญี่ปุ่นบอกผมว่า การเพาะต้นกล้าที่ดีที่สุดคือการเพาะต้นกล้าแบบเลียนแบบธรรมชาติต้องให้ต้นกล้าค่อย ๆ โต โดยไม่มีการใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) หรือปุ๋ยแอมโมเนีย(21-0-0) เข้าไปกระตุ้นการเจริญเติบโ

เพราะปุ๋ยยูเรีย และแอมโมเนีย จะทำให้ต้นกล้าโตเร็ว แต่ผนังเซลล์บาง ต้นกล้าจะสูงชะลูดแต่ไม่แข็งแรงและทำให้เป็นโรคได้ง่าย ผมเลยถาม ดร.ชาวญี่ปุ่นว่า คนไทยใจร้อนอยากให้ต้นกล้าโตไวไวได้ดั่ง จะทำอย่างไรดีครับ
ดร.ชาวญี่ปุ่นตอบว่า เราก็มาใช้กรดอะมิโน แทนปุ๋ยยูเรียและแอมโมเนียแทน กรดอะมิโนจะทำให้ต้นกล้าโตเร็วแต่ไม่อ่อนแอ

แล้วเราจะทำให้ต้นกล้าที่เราเพาะมีภูมิคุ้มกันโรคได้อย่างไรครับ เราก็เพิ่มธาตุอาหารเสริมสำหรับพืชบางตัวที่ไป กระตุ้นการทำงานระดับ จีโนไทป์ (Genotype) เช่น ซิงค์(Zinc) ซิลิกอน(Silicon) แคลเซียม (Calcium) ฯลฯ รวมถึง การใช้ฮอร์โมนพืชกลุ่มไซโตไคนิน ที่สกัดจากสาหร่ายทะเล มาใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับต้นพืช ดร.ชาวญี่ปุ่นตอบ

ผมได้ทำการศึกษาทดลอง เพื่อศึกษาค้นวิจัยตามที่ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นบอกโดยผมเริ่มทำการทดลองกับต้นกล้ามะละกอและพริกเหลืองพัทลุง ผลการทดลองวิจัยของผมล้มลุกคลุกคลานครั้งแล้วครั้งเล่า

ทุกครั้งที่งานวิจัยผมล้มเหลว ผมก็มักได้รับกำลังใจจากแม่เสมอ แม่บอก
ว่า ผมกำลังเดินทางเข้าใกล้ความจริงไปทุกขณะ แล้วซักวันหนึ่งผมจะต้องสำเร็จ ผมบอกกับตัวเองว่า ผมจะต้องสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับต้นกล้ามะละกอ และ ต้นกล้าพริกเหลืองพัทลุงให้สำเร็จให้จงได้

แม่บอกว่า ล้มเหลวไม่มี มีแต่ล้มเลิก ถ้าผมไม่ล้มเลิกเสียก่อน ซักวันหนึ่งผมต้องสำเร็จอย่างแน่นอน ทำไมผมจึงเลือกทำกับต้นกล้ามะละกอ ก็เพราะว่าเป็นพืชที่ผมชอบปลูกและชอบกิน ส่วนต้นกล้าพริกเหลืองพัทลุงเป็นพืชที่แม่ผมชอยปลูก ผมอยากให้แม่ผมปลูกพริกเหลืองพัทลุงโดยไม่เป็นโรค

7 ปีผ่านรวดเร็ว มันผ่านไปพร้อมกับเส้นผมสีขาว ที่ขึ้นแซมผมดำของตัวเอง และผมสีขาวทั้งหัวของแม่ผม สุดท้ายสองแม่ลูกก็ยิ้มด้วยความภาคภูมิใจว่าเราทำสำเร็จแล้ว เมื่อผมคิดค้น สารสร้างภูมิคุ้มกันโรคพืช ในระดับต้นกล้าได้สำเร็จ ผมตั้งชื่อมันว่า “กาโร”

ผมได้ใช้กาโรกับต้นกล้ามะละกอ ทำให้มะละกอของผมแข็งแรงและไม่เป็นโรคไวรัสด่างวงแหวน

แม่ผมได้ใช้กาโรกับต้นกล้างพริกเหลืองพัทลุง ปรากฎต้นกล้าแข็งแรงไม่เป็นโรค ต้นกล้าโตเร็ว แม่เลยมายึดอาชีพเพาะต้นกล้าพันธุ์พริกเหลืองพัทลุงขาย เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอาชีพ

กาโร เป็นสารตัวช่วยพืช ไม่ใช่ปุ๋ย ไม่ใช่ฮอร์โมนพืช แต่เป็นเป็นอาหารเสริมสำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับโรคพืชในระดับต้นกล้า กาโร ประกอบด้วย กรดอะมิโนบางชนิด ธาตุอาหารเสริมบางชนิด เช่น ซิงค์ ซิลิกอน แคลเซียมฯลฯ ที่ไปกระตุ้นการทำงานในระดับเซลล์พืช(ชั้นไมโตคอนเดรีย) ทำให้ต้นกล้าเจริญเติบโตได้เร็วและแข็งแรงไม่เป็นโรค

วิธีการใช้ ใช้กาโร 5 ซีซี.ผสมน้ำ 1 ลิตรแช่เมล็ดพันธุ์พืชก่อนเพาะลงถาดหลุมหรือลงถุงเพาะต้นกล้า จากนั้น เมื่อต้นกล้าออกออกใบจริงประมาณ 4-5 ใบก็ให้ ใช้กาโร 5 ซีซีผสมน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นให้เป็นละอองฝอยให้กับต้นกล้าทุก 5 วัน ให้กับต้นกล้า

การโร ใช้ได้กับต้นกล้าทุกชนิด ทั้งพืชผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้นชนิดต่าง ๆ

กาโร จัดจำหน่ายแล้ว โดยชมรมเกษตรอินทรีย์ก้าวหน้า ราคาผลิตภัณฑ์ 300 บาท ค่าจัดส่ง ems 50 บาท

สนใจผลิตภัณฑ์คุณภาพ ติดต่อ ชมรมเกษตรอินทรีย์ก้าวหน้า โทร 086-059-6790
หมายเลขบัญชีการชำระค่าสินค้า
123-2-45945-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขาลำนารายณ์
ชื่อบัญชี นายประยงค์ แก้วหมุน ประเภท ออมทรัพย์
การจัดส่งสินค้า จัดส่งผ่านไปรษณีย์ Ems ใช้ระยะเวลา 1-3 วัน

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

การเลี้ยงไส้เดือนแบบเลียนแบบธรรมชาติ

การเลี้ยงไส้เดือนดิน แบบเลียบแบบธรรมชาติ


เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วนะครับว่า ปุ๋ยมูลไส้เดือนดินเป็นสุดยอดแห่งปุ๋ยสำหรับพืช เกือบทุกชนิด เพราะนอกจากในมูลไส้เดือนดินจะมี ธาตุอาหารพืช (N P K) ที่ครบถ้วนแล้ว ในมูลไส้เดือนยังมีฮอร์โมนต่าง ๆ ที่พืชต้องการอีกหลายชนิด

ผมเองเป็นบุคคลหนึ่งที่ให้ความสนในในเรื่องการผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน ผมได้ไปเรียนรู้ฝึกอบรมจากสถานที่ต่าง ๆ มาแล้วมากมาย รวมถึงการฝึกอบรมการเลี้ยงไส้เดือนดินจากอาจารย์ภาควิชาสัตวบาลแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

ทุกอาจารย์สอนดีหมดครับ ทุกอาจารย์เก่งหมดครับ แต่ผมมันไม่ดีเองครับ เป็นคนขี้เกียจ ไม่ค่อยได้เอาใจใส่ เลี้ยงทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ เลี้ยงกี่ครั้งกี่หน ปรากฏว่า ไส้เดือนดินผมตายหมดยกคอกทุกทีครับ ผมเคยเลี้ยงในวงบ่อบ้าง เลี้ยงในกะละมังบ้าง เคยเลี้ยงแบบทำโรงเรียนเป็นฟาร์มเลยก็มี กะทำให้รวยไปเลย




แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจาก การเลี้ยงไส้เดือนดิน เราต้องคอยเอาใจใส่เรื่องอาหาร เรื่องความความชื้น เรื่องความเป็นกรดเป็นด่างของบัดดิ้ง(บ้านไส้เดือน) และอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งผมทำไม่ค่อยได้เนื่องจากผมขาดความเอาใจใส่อย่างจริงจัง


จนอยู่มาวันหนึ่งผมไปเจอกอกล้วยหลังบ้านที่ผมเลี้ยงไส้เดือน ที่โคนกล้วยมีใบกล้วยที่ตายแล้วกองอยู่หนาแน่น ผมเลยเอามือไปคุ้นดูปรากฏว่า ไส้เดือนพันธ์ที่ผมเลี้ยงมันอยู่กันเต็มไปหมด ไอ้หย่า พวกมันมาอยู่ที่นี่กันได้อย่างไร ในเมื่อผมไม่ได้เลี้ยงมัน เลี้ยงมันในโรงเรือนมันตายหมด แต่มันมาอยู่รวมกันในกอกล้วย

จากนั้นผมจึงทำการศึกษาการเลี้ยงไส้เดือนดินในกอกล้วยแล้วนำมาดัดแปลงการเลี้ยงในแบบโรงเรือน ซึ่งผมใช้ชื่อมันว่าการเลี้ยงไส้เดือนดินแบบเลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งจะนำเสนอให้พี่ ๆ น้อง ๆ รับชมดังไปนี้ครับ
วิธีการเลี้ยงไส้เดือนดินแบบเลียนแบบธรรมชาติ

การจัดเตรียมโรงเรือน
ขนาดของโรงเรือนแล้วแต่ความสะดวก ตามความต้องการของปริมาณมูลไส้เดือน ของผมทำต้องการมูลไส้เดือนเยอะ ผมทำใหญ่เลย แต่ทำแบบประหยัด 
ของผมใช้โรงเรือนขนาด 12x6 เมตร ทำแบ่งออกเป็น 2 ช่องเลี้ยง ครับ




การทำบ่อเลี้ยง


ใช้อิฐก่อแล้วฉาบ ทำพื้นให้เอียง ให้ไส้น้ำไหลลงได้เอง หัวกับท้ายสูงไม่เท่ากัน


การเตรียมบ้านและอาหารสำหรับไส้เดือนเดือน


1.    ให้ใช้หญ้าที่รก ๆ บริเวณแถวบ้านใส่บ่อเลี้ยงให้เต็ม
2.    จากนั้นให้ใส่ขี้วัวทับความหนาประมาณ 20-30 เซนติเมตร เกลี่ยให้ทั่วทั้งบ่อเลี้ยง  1 บ่อใช้ขี้วัวประมาณ 100 กระสอบครับ

3.    นำจุลินทรีย์ย่อยสลายเซลลูโลส ไวท์อีเอ็มผสมน้ำ 200 ลิตร ใส่บัวรดน้ำราดให้ทั่ว



4.    รดน้ำทุก ๆ วันเช้าเย็น ประมาณ 2 สัปดาห์  อาหารไส้เดือนก็ไช้ได้
เมื่อครบ 2 สัปดาห์ หญ้าจะยุบลงเหลือครึ่งหนึ่ง


 การปล่อยตัวไส้เดือนดิน


1.    ใน 1 บ่อจะใช้ไส้เดือนประมาณ 5 กิโลกรัม ผมใช้พันธุ์แอฟริกัน บลูเวิร์ม ให้เราปล่อยตัวไส้เดือนให้กระกระจาย ทั่วทั้งบ่อเลี้ยง จากนั้น
2.    ให้อาหารคือเปลือกแตงโมสับเป็นชิ้น ๆ  เน้นแตงโมเพราะมันเย็น ไส้เดือนจะชอบครับ
3.    ให้ใช้ใบกล้วยแห้ง หรือ ใบกล้วยสด ๆ ก็ได้ครับ สับ ๆ แล้วโรยทับ ทำให้เหมือนไส้เดือนอยู่ในกอกล้วย
นะครับ









การให้น้ำ


ติดตั้งระบบน้ำ เป็นแบบหัวพ่นหมอกเพื่อเปิดน้ำให้ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งบ่อ ให้น้ำ วันเว้นวัน อย่าให้น้ำแฉะไส้เดือนไม่ชอบ.

การให้อาหาร

เนื่องจากตอนเราทำบ้านให้ไส้เดือนเราใช้หญ้า มันเป็นอาหารที่เพียงพออยู่แล้ว เพื่อให้ไส้เดือนเจริญเติบโตเร็ว ให้เราอาหารเสริมจากครัวเรือน เช่น เศษผัก เศษอาหาร เปลือกผลไม้ ยกเว้นเปลือกมะนาวไส้เดือนไม่ชอบครับ แต่เปลือกไข่ใช้ได้ครับ  หรือไม่ก็ เอาพวกยอดหญ้า ยอดไม่สด ๆ ยอดหญ้าเลี้ยงสัตว์ใส่ลงไปบ้างครับ  แล้วแต่เวลาและโอกาสครับ

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

     ใช้ตะแกรงร่อนเอามูลไส้เดือนเมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 2-3 เดือน จากนั้นตัวไส้เดือนดินเราก็แยกไปเลี้ยงในบ่อที่สองครับ หลังจากนั้นเราก็นำไปบรรจุกระสอบเพื่อเก็บไว้ใช้ในแปลงปลูกพืช หรือ ทำการบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายต่อไป




มูลไส้เดือนหลังจากที่ร่อนแล้ว



ทำแค่นี้แหละการเลี้ยงไส้เดือนดินแบบเลียนแบบธรรมชาติก็สำเร็จแล้วนะครับ บรรจุถุงพร้อมจำหน่ายได้แล้ว

ใครสงสัยอะไรสอบถามได้ครับ  กำลังหาทุนอยู่ อีกไม่นานจะจัดฝึกอบรมให้เกษตรกรที่สนใจฟรีครับ

สอบถามเรื่องการเพาะเลี้ยงไส้เดือนแบบเลียนแบบธรรมชาติ ได้ที่ชมรมเกษตรอินทรีย์ก้าวหน้า

- ต้องการศึกษาดูงานการเลี้ยงไส้เดือนแบบเลียนแบบธรรมชาติ 
-ต้องการมูลไส้เดือน 
-ต้องการพันธุ์ไส้เดือนไปเพาะเลี้ยง ติดต่อได้ที่

  นายสถาพร วันเทวิน(เก่ง)
210/1 ม.14 ต.คู้ยายหมี อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา 24160 tel.0864630075 Id line : kengnoy_tu

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2559

ต้นไม้ยามเล็กต้องดูแลเขา โตขึ้นเขาจะดูแลเรา

ต้นไม้ยามเล็กต้องดูแลเขา โตขึ้นเขาจะดูแลเรา


มีคนถามผม ทำไมอาจารย์ปลูกพืชอะไร เห็นมันโตมันงามดีจัง ทำไมพืชที่ปลูกเองที่บ้านไม่งามเหมือนของอาจารย์เลย ปุ๋ยก็ใส่ตามสูตรที่เขาแนะนำ น้ำก็รดสม่ำเสมอ ทำไมมันไม่ค่อยโต

ดูอย่างมะละกอก็ได้บ้านอาจารย์ไม่เห็นเป็นโรคอะไรเลย ทำไมที่บ้านหนูตอนแรกมันโตดีจัง ไม่กี่เดือนโรคก็กินตายหมด มะเขือก็เหมือนกัน มะละกอตายหนูก็ไปลงทุนปลูกมะเขือ มะเขือเก็บได้รอบเดียวใบเหลืองด่างหมดเลย

มาบ้านอาจารย์เห็นมะเขือต้นเดิมยังอยู่เลย ไม่เห็นมันเป็นโรคอะไรเลย ทำไมของหนู มันมีแต่โรคปลูกไม่กี่เดือนมันก็ยืนต้นตายหมด
มะนาวบ้านอาจารย์มาทีไรเห็นลูกดกเต็มต้นไปหมดไม่เห็นมันดอกร่วง ลูกร่วง โดนแมลงหนอนกินเหมือนบ้านหนูเลยถามจริง ๆ เถอะใส่ปุ๋ยอะไร

ผมยิ้ม(ขอบคุณที่ชม) แล้วตอบว่า ใส่ปุ๋ยความรัก ถ้าเรารักใครสักคนเราต้องหาคำตอบให้ได้ว่า เขาชอบอะไร เขาไม่ชอบอะไร เขามีพฤติกรรมแบบไหน

ปลูกพืชก็เช่นกัน ต้องศึกษาถึงธรรมชาติของพืชแต่ละชนิดที่เราปลูกว่าพืชที่เราปลูกชอบแบบไหน เช่นมะละกอ มะนาวไม่ชอบน้ำ เราก็อย่าให้น้ำเขามากไป ถ้าให้น้ำมากเกินไปรากก็จะเน่า ใบก็จะเหลือง โรคต่าง ๆ ตามมามากมาย ความเป็นกรดเป็นด่างของพืชแต่ละชนิดที่เราปลูกเขาต้องการประมาณไหน เช่นมะละกอเขาต้องการ 6-7 เราก็ต้องปรับปรุงดินให้มีความเป็นกรดเป็นด่างของดินใกล้เคียงหรืออยู่ในช่วงนี้

ความรักเป็นสิ่งสำคัญ อย่าปลูกพืชเพื่อหวังผลประโยชน์ตอนเก็บผลผลิต แต่จงใส่ใจตั้งแต่ต้นพืชต้นเล็ก ๆ ดูแลเอาใจเขาเหมือนเราเลี้ยงลูก แม่สอนผมว่า " ให้รักต้นไม้ทุกต้นที่ปลูก เหมือนที่แม่รักลูก"